ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

ABC Analysis

การแบ่งประเภทสินค้าคงคลังตามฐานกิจกรรม (ABC Analysis) เป็นวิธีการแบ่งประเภทของสินค้าคงคลังออกเป็น 3 กลุ่มหลักโดยประยุกต์มาจากหลักการ ของพาเรโตที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับกลุ่มสินค้าจำนวนน้อยที่มีมูลค่ามาก มากกว่ากลุ่มสินค้าจำนวนมากโดยรวมที่มีมูลค่าน้อย (Critical Few and Trivial Many) แนวคิดนี้นำไปสู่การควบคุม สินค้าคงคลังโดยใช้มูลค่าต่อหน่วยเป็นเกณฑ์ในการแบ่งประเภทของสินค้า (ลักขณา, 2552)
สินค้าคงคลังประเภท A จะมีสัดส่วนคิดเป็น 15% ของปริมาณสินค้าคงคลังทั้งหมด แต่มี มูลค่าสูงคิดเป็น 70-80% ของมูลค่าสินค้าคงคลังทั้งหมด สินค้าคงคลังประเภท B จะมีสัดส่วนคิดเป็น 30% ของปริมาณสินค้าคงคลังทั้งหมด แต่มี มูลค่าสูงคิดเป็น 15-25% ของมูลค่าสินค้าคงคลังทั้งหมด สินค้าคงคลังประเภท C จะมีสัดส่วนคิดเป็น 55% ของปริมาณสินค้าคงคลังทั้งหมด แต่มี มูลค่าสูงคิดเป็น 5% ของมูลค่าสินค้าคงคลังทั้งหมด (ลักขณา, 2552)


                                                                     ภาพแสดงการเปรียบเทียบปริมาณกับมูลค่าพัสดุแต่ละกลุ่ม
                                                                      ที่มา : สุชาติ, 2547 อ้างโดย พัชรี, 2556

ขั้นตอนการแบ่งประเภท

1 คำนวณหาปริมาณการใช้ของคงคลังแต่ละประเภทในรอบ 1 ปีและหาราคาต่อ หน่วยของคงคลังแต่ละประเภท
2 คำนวณหามูลค่าของคงคลังที่หมุนเวียนในรอบปีของของคงคลังแต่ละประเภท โดยการคูณปริมาณการใช้ของคงคลังแต่ละประเภทในรอบปีด้วยราคาของของคงคลังประเภทนั้น
3 เรียงลำดับรายการของคงคลังแต่ละประเภทตามมูลค่าของคงคลังจากมากไปหา น้อยตามลำดับ
4 คำนวณหาเปอร์เซ็นต์สะสมของปริมาณของคงคลังและเปอร์เซ็นต์สะสมของ มูลค่าของคงคลังแต่ละประเภทที่ได้เรียงลำดับไว้ในขั้นตอนที่ 3
5 นำเอาเปอร์เซ็นต์ที่คำนวณได้ในขั้นตอนที่ 4 มาสร้างกราฟโดยให้เปอร์เซ็นต์ สะสมของปริมาณของคงคลังเป็นแกนนอนและให้เปอร์เซ็นต์สะสมของมูลค่าของคงคลังเป็นแกน ตั้งแล้วทำการแบ่งประเภทของคงคลังแต่ละประเภทให้อยู่ในกลุ่มประเภท A, B และ C ตามความ เหมาะสม (พิภพ, 2540 อ้างโดย อชิระ, 2557)

การควบคุมสินค้าคงคลัง


การควบคุมสินค้าคงคลังในแต่ละกลุ่มสินค้าคงคลังประเภท A จำเป็นต้องมีการ ควบคุมอย่างใกล้ชิดและเข้มงวดการสั่งและการใช้ของจะต้องมีการบันทึกรายการให้เป็นไปอย่าง ถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุดมีการตรวจสอบอยู่เสมอการกำหนดขนาดของการสั่งซื้อและจุดสั่งซื้อที่ แน่นอนจะต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ส่งของทันกำหนดที่ต้องใช้การส ารองสินค้าคงคลัง จะต้องอยู่ในระดับการให้บริการที่ดีเยี่ยมมีโอกาสที่จะเกิดสินค้าขาดมือน้อย สินค้าคงคลังประเภท B เป็นสินค้าที่มีมูลค่าระดับปานกลางการบันทึกและการควบคุมจะต้องทำอย่างสม่ำเสมอมีการ ตรวจสอบในทุก ๆ ช่วง 2 -3 เดือน หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากจะให้ความสำคัญรองมาจากสินค้ากลุ่ม A และควรสำรองสินค้าคงคลังให้เพียงพอต่อการควบคุมการขาดแคลนของสินค้า สินค้าคงคลังประเภท C เป็นของคงคลังที่มีมูลค่าต่ำแต่มีจำนวนมากการควบคุมไม่จำเป็นต้องเข็มงวดมากแต่ควรมีการตรวจสอบที่เป็นงานประจำอย่างเพียงพอการประเมินจุดสั่งซื้อใหม่หรือการหาขนาดของการสั่งซื้อที่เหมาะสมโดยทั่วไปนิยมใช้ระบบสองกล่อง (Two- Bin System) ซึ่งเป็น ระบบที่มีวัสดุสองถังแต่นำไปใช้ประโยชน์คราวละถังเมื่อถังแรกหมดจึงเบิกให้ใช้ถังที่สองระหว่าง ที่ใช้ถังที่สองอยู่นั้นจะทำการบรรจุวัสดุเพิ่มเติมในถังแรกและสลับกันไประหว่างสองถังนี้เวลาที่ใช้ ในการบรรจุถังหนึ่งต้องสอดคล้องกับอัตราการใช้อีกถังหนึ่งมิฉะนั้นวัสดุคงคลังอาจขาดมือได้การ ใช้ระบบนี้ควรพิจารณาตรวจสอบครึ่งปีครั้งหรือปีละครั้งเพื่อปรับปรุงค่าต่าง ๆ ให้ถูกต้อง (อชิระ, 2557)




การจัดการคลังสินค้า (Warehouse Management)

การจัดการคลังสินค้า (Warehouse Management) คือ การวางแผนเพื่อให้เกิดความรวดเร็ว ทันเวลา  สะดวก มีความพร้อมในการจัดจ่ายของได้อย่างถูกต้องภายใต้การดำเนินงาน ในคลังสินค้ารวมถึงให้มีค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานที่ต่ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานการคลังสินค้า (Warehousing) หมายถึง การจัดระเบียบในการเก็บ วางและรักษาสินค้าอย่างเป็น ระบบระเบียบแบบแผน เพื่อป้องกันและรักษาสินค้าให้ อยู่ในสภาพที่ดี  สินค้ามีความพร้อมใน การนําออกแจกจ่ายได้อย่างถูกต้องรวดเร็ว  ทันเวลาและด้วยค่าดําเนินงานที่ต่ำ ช่วยเพิ่ม ประสิทธิภาพและกำไรให้กับกิจการ (สุนันทา, 2555)  

ความสำคัญของการจัดการสินค้าคงคลัง
เมื่อผลิตเป็นสินค้าแล้วก็จำเป็นต้องจัดการให้จำนวนสินค้ากระจายออกไป ก่อนที่สินค้าจะ ถึงมือผู้บริโภคคนสุดท้ายจะมีคลังสินค้าเป็นเสมือนหน่วยกลางระหว่างหน่วยผลิตและหน่วย บริโภค ในอดีตสินค้าที่เก็บในคลังเป็นผลิตผลทางการเกษตร เก็บเพื่อรอจนกว่าฤดูเก็บเกี่ยวจะมาถึง อีกครั้งหนึ่ง ทำให้สินค้าไม่มีความเคลื่อนไหว (Dead Stock) ซึ่งไม่เป็นที่นิยมในหลักการจัดเก็บ สินค้าคงคลังยุคปัจจุบันมากนัก สมัยนี้สินค้าควรมีการหมุนเวียนอยู่เสมอเพื่อความสดใหม่การ หมุนเวียนเข้าออกใช้หลัก FIFO (First In First Out) สินค้าใดที่เข้าคลังสินค้าก่อนก็หมุนเวียน ออกไปก่อน เพื่อลดความเสื่อมจากการจัดเก็บเป็นเวลานาน ใน Supply Chain การจัดเก็บสินค้ายัง เป็นส่วนที่สร้างต้นทุนไม่ว่าจะเป็นที่ซัพพลายเออร์โรงงานผู้ผลิต ผู้ค้าปลีกผู้ค้าส่งการจัดเก็บและ การกระจายสินค้าจึงเป็นศาสตร์สาขาหนึ่งของโลจิสติกส์ (ลักขณา, 2552)

ประเภทของสินค้าคงคลัง แบ่งได้เป็น 4 ประเภท (จารุภา, 2556)

1.               วัตถุดิบ (Raw Material) หมายถึง สิ่งของหรือชิ้นส่วนที่ซื้อมาใช้ในการผลิต
2.               งานระหว่างทำ (Work-in-Process) หมายถึง ชิ้นงานที่อยู่ในขั้นตอนการผลิตหรือรอคอยที่จะผลิตในขั้นต่อไป  
               โดยที่ยังผ่านกระบวนการผลิตไม่ครบทุกขั้นตอน
3.               วัสดุซ่อมบำรุง (Maintenance/Repair/Operating Supplies) หมายถึง ชิ้นส่วนหรืออะไหล่เครื่องจักรสำรอง ไว้เผื่อ
                เปลี่ยนเมื่อชั้นส่วนเดิมเสียหรือหมดอายุการใช้งาน
4.               สินค้าสำเร็จรูป (Finish Goods) หมายถึง ปัจจัยการผลิตที่ผ่านทุกกระบวนการผลิตครบถ้วนพร้อมที่จะขายให้ลูกค้า
               ได้ 

วัตถุประสงค์ของการจัดการคลังสินค้า (อชิระ, 2557)

1.               ลดระยะทางในการปฏิบัติการในการเคลื่อนย้ายในคลังสินค้าให้มากที่สุด
2.               การใช้พื้นที่และปริมาตรในการจัดเก็บให้เกิดประโยชน์สูงสุด
3.               สร้างความมั่นใจว่าแรงงาน เครื่องมือ อุปกรณ์ สาธารณูปโภคต่างๆ มีเพียงพอ และสอดคล้องกับระดับของ
               ธุรกิจที่ได้วางแผนไว้
4.               สร้างความพึงพอใจในการทำงานในแต่ละวันแก่ผู้เกี่ยวข้องในการเคลื่อนย้ายสินค้าทั้งการรับเข้าและการถ่าย
               ออก โดยใช้ปริมาณจากการจัดซื้อ และความต้องการในการจัดส่งให้แก่ลูกค้าเป็นเกณฑ์
5.               สามารถวางแผนได้อย่างต่อเนื่อง ควบคุม และรักษาระดับการใช้ทรัพยากรต่างๆ เพื่อให้เกิดการบริการภายใต้
               ต้นทุนที่เกิดประสิทธิผลคุ้มค่าในการลงทุนตามขนาดธุรกิจที่กำหนด






ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)

            Supply Chain Management หมายถึง การจัดการกลุ่มของกิจกรรมงานสำคัญของ กระบวนการทางธุรกิจ ซึ่งเริ่มตั้งแต่การแยกวัตถุดิบไปจนกระทั่งถึงเสร็จสิ้นกระบวนการหรือถึงมือลูกค้าที่ใช้สินค้าจริงๆ  ตลอดจนกระบวนการที่อยู่ระหว่างกลาง อันได้แก่ การขนส่ง การเก็บสินค้า และการขายสินค้าให้กับลูกค้า สิ่งที่จะทำให้เข้าใจถึงหน้าที่ของการผลิตและวิธีการควบคุมการผลิตนั้น เราจะต้องเข้าใจ ในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวในกระบวนการผลิตอยู่ 2 สิ่งหลักๆ คือ 1. วัตถุดิบ (Materials) 2. สารสนเทศ (Information)  (ลักขณา, 2552)


                                             ภาพแสดงการเคลื่อนไหวของวัตถุดิบและสารสนเทศ ซึ่งมีอยู่ในกระบวนการผลิตทุกแห่ง
                                             ที่มา : (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2544 อ้างโดย ลักขณา, 2552 )

            ปัญหาที่ก่อให้เกิดการจัดการโซ่อุปทาน คือ สินค้าคงคลัง เพราะสินค้าคงคลังมีไว้เพื่อรองรับความไม่แน่นอนในโซ่อุปทาน  การปรับปรุงพัฒนาโซ่อุปทานให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขั้น จะนำมาซึ่งความพึงพอใจของลูกค้าที่ได้รับสินค้าที่ต้องการ ในเวลาที่ถูกต้อง และมีปริมาณตามที่กำหนดไว้  โดยเสียค่าใช้จ่ายรวมตลอดห่วงโซ่อุปทายที่ต่ำ ซึ่งจะมีผลให้องค์การธุรกิจสามารถหมุนเวียนเงินสดได้รวดเร็ว มีกำไรเพิ่มมากขึ้น (จารุภา, 2556)

                                             ภาพความสัมพันธ์ของโซ่อุปทาน
                                             ที่มา : (จารุภา, 2556)


ประโยชน์ของการทำ Supply Chain Management ลักขณา, 2552)

1.               การเคลื่อนไหลของวัตถุดิบและสารสนเทศเป็นไปอย่างราบรื่น
2.               ปรับปรุงของระดับสินค้าคงเหลือ
3.               เพิ่มความเร็วได้มากขึ้น
4.               ขจัดความสิ้นเปลืองหรือความสูญเปล่าต่างๆ ในกระบวนการทางธุรกิจให้หมดไปได้
5.               ลดต้นทุนกิจกรรมต่างๆได้
6.               ปรับปรุงการบริการลูกค้า












ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้